เรียนต่อต่างประเทศ
    ประเทศอินเดีย
      เกี่ยวกับอินเดีย
      ระบบการศึกษาของประเทศอินเดีย
      การรับรองวิทยฐานะของกระทรวงศึกษาไทย
      โรงเรียนประถม-มัธยม
      มหาวิทยาลัย
    ประเทศนิวซีแลนด์
    ประเทศออสเตเรีย
    ประเทศสิงค์โปร์
    ประเทศแคนาดา
    ประเทศมาเลเซีย
    ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ประถม - มัธยม
University
Summer Camp
Animation and Computer Course
Download ใบสมัครเรียน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ติดต่อเรา
Multimedia
ได้รับการรับรองจาก
Information
      ระบบการเรียนที่ประเทศอินเดีย
      การรับรองวิทยฐานะของกระทรวงศึกษาไทย
      การเตรียมตัวเรียนต่อประถม-มัธยมต่างประเทศ
      การเตรียมตัวเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศ
      สิ่งของที่ต้องเตรียมตัวในการศึกษาต่อ
      กิจกรรมออกบู้ธและสัมมนา ประจำปี 2557
      ดาวน์โหลดใบสมัครเข้าร่วมสัมมนา
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
 เกี่ยวกับอินเดีย

อินเดีย มีชื่อประเทศอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐอินเดีย (Republic of India)
เป็นประเทศที่เก่าแก่และมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี ดังนั้น สภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบันจึงมีลักษณะการผสมผสานกันระหว่างของเก่าและของใหม่ อินเดียเป็นถิ่นกำเนิดของศาสนาและศาสดาหลายศาสนาสำคัญๆ ในอินเดีย คือ ฮินดู อิสลาม พุทธ คริสต์ เชน ซึ่งแต่ละศาสนาก็มีคำสอนและหลักการดำเนินชีวิตแตกต่างกันไป ศาสนาฮินดูมีอิทธิพลต่อชาวอินเดียมากที่สุด เืมืองหลวงของอินเดีย ชื่อ กรุงนิวเดลี

อินเดียมีประชากรทั้งประเทศมากกว่า 1,000 ล้านคน ตัวเลขประชากรทั้งหมด คือ 1,014,003,817 คน (พฤศจิกายน ค.ศ.2003) มีประชากรอาศัยอยู่ในกรุงนิวเดลี มากกว่า 10 ล้านคน

ภาษาอังกฤษและภาษาฮินดี เป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไป ส่วนภาษาอื่นๆ เป็นภาษาถิ่น ยังมีอีกหลายภาษา เช่น ภาษาปัญจาบี เบงกาลี        


ประวัติศาสตร์อินเดีย     
ประวัติศาสตร์อินเดียเริ่มต้นเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในแคว้นปัญจาบและแคว้นคุชราตของอินเดีย บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของสังคมเมืองและอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุในยุคสมัยนั้นในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตศักราช ชนเผ่าอินโด-อารยันที่ปกครองอินเดียอยู่ในขณะนั้นได้ตั้งอาณาจักรที่ปกครองโดยกษัตริย์นักรบขึ้นเป็นผู้ปกครองดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา (Gangaplain) มีชนเผ่าต่างๆ เป็นบริวารอยู่รอบๆ ต่อมามีการต่อต้านความมีอำนาจของพวกพราหมณ์ทีมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอินเดีย ส่วนใหญ่พวกที่ไม่เห็นด้วยต่างพากันแสวงหาศาสดาใหม่เป็นบ่อเกิดของศาสนาใหม่ๆ  ความเชื่อใหม่ๆ ขึ้นในเวลานั้นเองจึงเกิดศาสนาสำคัญขึ้น 2 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธ (Buddhism) กับศาสนาเชน (Jainism) ในขณะที่ศาสนาฮินดูรุ่งเรืองและมีอิทธิพลอย่างมากอยู่ในอินเดีย พวกมคธ (Magodh) มีอำนาจปกครองอยู่ในแถบที่ราบตอนเหนือ พระเจ้าจันทรคุปต์แห่งราชวงค์โมริยะ (Chandragupta Maurya) เป็นกษัตริย์องค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของอินเดีย พระเจ้าจันทรคุปต์ทรงตั้งเมืองปาฏะลีบุตร (Pataliputra) เป็นเมืองหลวงของอินเดียซึ่งกล่าวกันว่า เมืองปาฏะลีบุตรเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของโลก ต่อมาพระเจ้าจันทรคุปต์หันไปนับถือศาสนาเชนและบำเพ็ญทุกขรกิริยาด้วยการอดอาหารตามความเชื่อของศาสนาเชน จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ ราชวงค์โมริยะเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในยุคสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้แผ่อิทธิพลและขยายอาณาจักรอินเดียออกไปไกลจนทิศเหนือจรดแคว้นกัศมีร์หรือแคชเมียร์ (Kashmir) และทางด้านทิศใต้จรดไมเซอร์ (Mysore) และทางด้านทิศตะวันออกจรดโอริสสา (Orissa) เมื่อขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงใช้วิธีปราบปรามผู้ต่อต้านพระองค์อย่างโหดเหี้ยม ทรงขยายอาณาจักรด้วยกองทัพที่เกรียงไกร เข่นฆ่าผู้ล้มตายใบไม้ร่วง แต่ภายหลังเมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชหันมานับถือพุทธศาสนาทรงเปลี่ยนวิธีการขยายอาณาจักรด้วยกองทัพธรรมเผยแพร่ศาสนาพุทธโดยส่งสมณทูตไปทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย

ต่อสู้เพื่อเอกราช
ต่อมาได้มีการรวมพลังกันต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดีย มีการตั้งพรรคการเมืองชื่อ พรรค National Congress ขึ้น จุดประสงค์มิได้เล่นการเมือง แต่มุ่งไปที่การหาทางปลดปล่อยให้อินเดียเป็นเอกราช มีการรณรงค์ให้ความรู้และปลุกระดมความเป็นชาตินิยมขึ้นในอินเดีย นำโดยมหาบุรุษคนสำคัญของอินเดีย คือ ท่านโมหัน-ทาสการามจัน คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi) ซึ่งชาวอินเดียเรียกด้วยความยกย่องว่า “มหาตมะ” (Mahatama แปลว่า Great Soul)ผู้ใช้วิธีอหิงสา (non-violence) ต่อสู้กับผู้ปกครองอังกฤษอย่างเงียบๆ มหาตมะ คานธีเป็นผู้นำชาวอินเดียทั้งประเทศทำการประท้วงอย่างสันติในปี ค.ศ.1922 และได้นำชาวอินเดียต่อต้านกฎหมายเรียกเก็บภาษีเกลือของอังกฤษในปี ค.ศ. 1930 และเดินขบวนครั้งใหญ่เรียกร้องให้อังกฤษปลดปล่อยอินเดียในปี ค.ศ. 1942 มีการก่อการจลาจลกลางเมืองจนถึงขั้นนองเลือดเกิดขึ้นในหลายเมืองของอินเดีย เหตุการณ์เหล่านี้บีบบังคับให้อังกฤษต้องทำความตกลงยอมยกอำนาจการปกครองประเทศให้อินเดียในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 ซึ่งชาวอินเดียถือว่าเป็นวันประกาศอิสรภาพ และวันหยุดราชการของประเทศด้วย ในปี ค.ศ. 1947 อินเดียได้เอกราชจากอังกฤษแต่อินเดียต้องแบ่งประเทศออกเป็น 2 ประเทศ คือ อินเดียที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นประเทศสาธารณรัฐอินเดีย อินเดียส่วนน้อยที่มีประชาชนเป็นมุสลิมแยกตัวไปตั้งประเทศใหม่เป็นรัฐอิสลาม ชื่อ ปากีสถาน
 
สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ภูมิประเทศ
อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นลำดับที่ 7 ของโลก มีพื้นที่ทั่วไปประมาณ 3.3 ล้านตารางกิโลเมตร แม้จะตั้งอยู่ในเอเชีย อินเดียก็มีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเซีย และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้านทิศเหนือของประเทศจรดเทืองเขาหิมาลัย ซึ่งลาดเทลงไปสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา ในอินเดียตอนกลางเทือกเขาวินธัย (Vindhya) แบ่งแยกคาบสมุทรเดคข่าน (Deccan Peninsular) ออกจากที่ราบตอนเหนือของประเทศ ด้านชายฝั่งทะเลทิศตะวันตะวันออกติดฝั่งเบงกอล (Bengal Bay) และทิศตะวันตกเป็นฝั่งทะเลติดกับทะเลอาหรับ  (Aradian Sea) ด้านทิศใต้สุดจรดมหาสมุทรอินเดียอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่ราบเดคข่าน(Deccan Plateau) เป็นถิ่นเก่าแก่ที่สุดของอินเดีย ซึ่งนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าเคยเป็นแผ่นดินเดียวกันกับแผ่นดินทวีปอเมริกา ใต้ แอฟริกา ออสเตรเลีย ภายหลังเกิดความเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกจึงแยกออกจากกันดังที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบันอินเดียมีพรมแดนทางบกติดต่อกับปากีสถาน อัพฟานิสสถาน จีน เนปาล ภูฐาน พม่า และบังคลาเทศ ส่วนอื่นๆ ของประเทศติดกับมหาสมุทรอินเดีย และทะเลอาหรับ
 
ภูมิอากาศ
อินเดียมี 3 ฤดูกาลได้แก่
   1. ฤดูร้อน ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 35 องศาเซลเซียส
   2. ฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 28 องศาเซลเซียส
   3. ฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-มีนาคม อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 10-17 องศาเซลเซียส  
       โดยอุณหภูมิต่ำสุดประมาณ -3 องศาเซลเซียส เฉพาะบางเมืองเท่านั้น
 

เศรษฐกิจ การเมือง และการปกครอง

เศรษฐกิจ

พื้นที่ประมาณ 55% ของประเทศเป็นที่ราบ ชาวอินเดียจึงมีอาชีพทำการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ทางตะวันออกของอินเดียตอนกลางทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเบงกอลและตอนเหนือของโอริสสาเป็นพื้นที่ทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่สำคัญเช่น เหล็ก ถ่านหิน ทองแดงและไมก้า

ในภาคอุตสาหกรรมมีประชากรทำงานอยู่ในภาคนี้ประมาณ 15% อุตสาหกรรมสิ่งทอขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่บอมเบย์กับอาห์มาดาบัด อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กและเหล็กกล้า อยู่ที่จัมเซเปอร์ บังคาลอร์มีการทำอุตสาหกรรมเกี่ยวกับไฟฟ้า นอกจากนั้นอินเดียยังทำการผลิตเครื่องจักรกล อุปกรณ์ขนส่งและเคมีภัณฑ์ ส่วนอุตสาหกรรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์ของอินเดียกำลังรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าอินเดียจะมีผลผลิตทางการเกษตรมาก (ปลูกอ้อยมากที่สุดในโลกแต่ใช้บริโภคในประเทศเสียเกือบหมด เนื่องจากอินเดียมีประชากรมากและส่วนใหญ่มีฐานะยากจน

สินค้าออกที่สำคัญของอินเดีย คือ สิ่งทอ อัญมณี เคมีภัณฑ์ เครื่องหนังและอุปกรณ์ก่อสร้าง ประเทศคู่ค้าในการส่งออกคือ สหรัฐอเมริกา อาหรับและหลายประเทศในเอเซีย สินค้านำเข้าที่สำคัญคือ น้ำมันดิบ เครื่องมือเครื่องจักรกล ปุ๋ยเคมีภัณฑ์ ประเทศคู่ค้าในการนำเข้าคือ อังกฤษ (6.3%) และสหรัฐอเมริกา (6%)
 
การเมืองและการปกครอง
อินเดียมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ ซึ่งได้มาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกรัฐสภาของประเทศกับสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นผู้ลงคะแนนเสียง และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ประธานาธิบดีบริหารประเทศโดยรัฐบาล ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีคือผู้นำพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในสภามากที่สุด คณะรัฐมนตรีจะต้องเป็นสมาชิกรัฐสภาด้วย

อินเดียแบ่งการปกครองประเทศออกเป็น 28 รัฐ กับ 7 เขตการปกครอง
เมืองใหญ่ที่สุด 3 เมืองของอินเดีย คือ กรุงนิวเดลี มุมไบ และกัลกัตตา รัฐธรรมนูญอินเดียประกาศใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ.1950 ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในอินเดียจะต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
 

เวลา
เวลาในประเทศอินเดียช้ากว่าในประเทศไทย 1.30 ชั่วโมง แต่การทำกิจกรรมและบริหารเวลาจะต่างกันมากโดยทั่วไปชาวอินเดียส่วนใหญ่จะเริ่มงานและทานอาหารเช้าเวลา 10.00 น และพักเที่ยงตอน 14.00 น. หรือ 15.00 น. และทานอาหารเย็นตอน 20.00 น.
 

ศาสนา
อินเดียเป็นประเทศที่ให้อิสระในการนับถือศาสนาและยังเป็นแหล่งกำเนิดของพุทธศาสนาอีกด้วยพระพุทธเจ้าตรัสรู้ และปรินิพานในประเทศอินเดียชาวพุทธท่านก็ตามที่ได้ไปเยือนและตามรอยพระพุทธบาทแล้วจะต้องติดใจและอยากกลับไปอีกถึงแม้การเดินทางจะไม่สะดวกสบายเท่าที่ควรก็ตาม  อินเดียได้ชื่อว่าเป็นดินแดนของศาสนาและปรัชญา อินเดียไม่มีศาสนาประจำชาติ แต่อินเดียเป็นเมืองกำเนิดศาสนาสำคัญของโลก 4 ศาสนา คือ ฮินดู อิสลาม พุทธ และเชน ปัจจุบันศาสนาเหล่านี้ยังคงมีชาวอนเดียนับถือศรัทธาอย่างต่อเนื่องตลอดมา ชาวอินเดียส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู นับถือศาสนาอิสลาม 11.67% นอกนั้นนับถือศาสนาอื่นๆโดยผู้ที่นับถือศาสนาพุทธมีอยู่ประมาณ 0.77% ศาสนาฮินดูมีอายุยาวนานกว่า 5,000 ปี เป็นศาสนาเก่าแก่มากที่สุดศาสนาหนึ่งของโลก
 
ศาสนาพุทธ และศาสนาเชน ถือกำเนิดมา 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ศาสนาสำคัญทั้งสามนี้หล่อหลอมจิตใจวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวอินเดียจนเป็นเช่นที่เห็นในปัจจุบัน ศาสนาอิสลามเข้ามาในอินเดียตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ศาสนาซิกซ์เป็นอีกศาสนาหนึ่งที่เกิดขึ้นในอินเดียในศตวรรษที่ 15 ขณะนี้มีชาวอินเดียนับถือศาสนาซิกซ์อยู่ประมาณ 2%
นอกจากนี้ มีชาวยิวอยู่ประมาณ 2-3 พันคน
 

ศิลปวัฒนธรรม
อินเดียเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่โบราณมานานนับพันๆ ปี ประชากรประกอบด้วยชนเผ่าต่างๆ ที่สืบเชื้อสายมาจากกลุ่มชนที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองมาแต่ครั้งก่อนประวัติศาสตร์ คือ อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของอินเดียผ่านการปกครองของชนชาติที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตมามากมาย เช่น พวกเติร์กที่นำศาสนาอิสลาม และวัฒนธรรมใหม่ผสมกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวอินเดีย ก่อให้เกิดมรดกทางวัฒนธรรม เช่น สถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเด่นจากการผสมผสานกันระหว่างศิลปะของโมกุลกับ เปอร์เซียในด้านภาษาชนในชาติอินเดียที่มีอยู่หลายกลุ่มมีความหลากหลายทางประเพณี ภาษาและวัฒนธรรม ภาษาราชการของอินเดียก็คือ ภาษาฮินดี ซึ่งเป็นภาษาเก่าแก่โบราณของดลก ปัจจุบันคนอินเดีย 30% พูดภาษาฮินดี ส่วนภาษาอังกฤษนั้น การตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ทำให้คนอินเดียต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษทุกคน ดังนั้น ภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษาที่คนอินเดียเข้าใจดี และใช้ได้คล่องในการสื่อสารทั้งการพูดและการเขียนจนภาษาอังกฤษเป็นภาษาสำคัญระดับชาติของอินเดียใช้ในการทำธุรกิจการค้าและการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ วัฒนธรรมของคนอินเดียแม้จะมีการเลือกปฏิบัติ แต่ให้เกียรติผู้หญิง ถึงแม้ว่าสตรีจะมีฐานะด้อยกว่าบุรุษในสังคมทั่วไป แต่คนอินเดียจะไม่แตะต้องร่างกายสตรีในที่สาธารณะ มารยาทในการทักทายกัน ทั้งหญิงและชายจะพนมมือไหว้เหมือนคนไทย เพียงแต่ไม่ก้มศีรษะ ไม่มีการจับมือกันแบบเช็คแฮนด์เช่นชาวยุโรป ในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ผู้ชายอินเดียมักจ้องมองผู้หญิงโดยเฉพาะหญิงต่างชาติอย่างจริงจัง ไม่ต้องตกใจกลัวว่าพวกเขาจะเข้ามาลวนลามทางเพศ หากตราบใดที่การนุ่งห่มเสื้อผ้าเรียบร้อยมิดชิดเป็นสุภาพชน พวกเขามองเพราะสนใจและสงสัยไม่ได้มองด้วยเจตนาจะเข้ามาทำร้ายแต่อย่างใด
 
อาหารการกิน
อาหารอินเดียมีชื่อเสียงในการใช้เครื่องเทศเป็นหลักในการปรุงอาหาร อินเดียมีวัฒนธรรมรุ่งเรืองมานานพันปี อาหารการกินของอินเดียจึงมีชื่อเสียงในด้านวัฒนธรรมการกินที่ต่างไปจากอีกซีกโลกอื่นมาก คนอินเดียส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ซึ่งนับถือว่าวัวเป็นสัตว์ของเทพเจ้า ดังนั้น เนื้อวัวจึงเป็นอาหารต้องห้ามของชาวฮินดู ส่วนเนื้อหมูนั้นเป็นอาหารต้องห้ามของชาวมุสลิม ซึ่งมีอยู่มากในอินเดีย อาหารที่ประกอบด้วยเนื้อหมูหรือเนื้อวัวจึงหากินยาก อาหารที่อยู่ในเมนูของภัตตาคารและร้านอาหารในอินเดีย คือ ไก่กับเนื้อแพะ (Mutton) ส่วนเครื่องเทศนั้นเป็นยาดำแทรกอยู่ในอาหารอินเดียทุกจาน แกงของอินเดีย (Indian curry) ใช้เครื่องเทศแห้ง เช่น มัสซาลา-Masala (เครื่องเทศผสม มี หอม กระเทียม ลูกผักชี ขิง พริกไทยเม็ด อบเชย ใบกระวาน กานพลู และลูกจันทน์เทศ ทุกอย่างป่นเป็นผงแล้วผสมเข้าด้วยกัน) ไม่ใช้เครื่องแกงสด เช่น ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด เหมือนเครื่องแกงไทยทั้งไม่ใส่ผักต่างๆ ลงในแกงนอกจากเนื้อสัตว์ เช่น แกงปลา แกงไก่ ก็ใส่แต่ปลาหรือไก่ ภาคใต้ของอินเดียใช้กะทิในการปรุงอาหาร ส่วนภาคเหนือใช้เนย (Ghee) น้ำแกงอินเดียค่อนข้างข้นเป้นสีเหลืองด้วยขมิ้น หรือผงกะหรี่  หรือหญ้าฝรั่งอาหารจานเด่นของอินเดียมีหลายอย่าง ที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยดี คือไก่ทานโดริ (Tandoori Chicken) เป็นไก่ที่หมักในเครื่องปรุงแล้วย่างหรืออบในเตาดิน กับแกงถั่ว (Dal) อาหารจานเด่นอีกจานหนึ่งคือ ข้าวหมก (Biryani) มีทั้งข้าวหมกแพะและข้าวหมกไก่ Kebab คือ เนื้อแพะ บดปั้นเป็นก้อนย่าง เมืองที่อยู่ริมทะเล เช่น Gao อดีตอาณานิคมของโปรตุเกส เป็นถิ่นชาวคริสต์ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเนื้อหมูหรือเนื้อวัว มีอาหารจานเด่นเป็นอาหารทะเล  อินเดียกินข้าวเป็นอาหารหลัก แต่ข้าวของอินเดียเมล็ดใหญ่กว่า ข้าวที่ดีและมีชื่อเสียงของอินเดียคือ ข้าวบัสมาตี (Basmati Rice) ซึ่งเป็นข้าวหอมเมล็ดยาวใหญ่กว่าข้าวหอมมะลิของคนไทยในท้องถิ่น (ทางเหนือของประเทศ) ที่ไม่มีการปลุกข้าว ชาวอินเดียจะกินขนมปังชนิดต่างๆ กับแกงนอกจากกินข้าวแล้วชาวอินเดียกินแป้งแผ่น เช่น โรตี (Roti) หรือ จาปาตี (Chapati) แป้งแผ่นทอดหรือจี่จนสุก และนาน (Nan) แป้งแผ่นหนากว่าจาปาตี  ปิ้งไฟในเตาทานโดริจนแป้งข้างนอกพองกรอบกับแกงต่างๆ และอาหารที่เป็นเหมือนเครื่องดื่ม คือ นมเปรี้ยว (Yoghurt) ซึ่งในอินเดียเรียกว่า ลัสซี่ (Lassi) มีทั้งรสธรรมชาติและชนิดปรุงรสด้วยเกลือนมเปรี้ยวของอินเดียมีประโยชน์มากในการช่วยย่อยและช่วยระบบขับถ่ายของเสียจากร่างกาย หลังอาหารตามภัตตาคารของอินเดียจะมีเครื่องเทศที่เป็นเม็ดเล็กมีกลิ่นหอมเย็นซ่า (Anisese) ให้อมดับกลิ่นอาหาร และช่วยให้ลมหายใจหอม คนอินเดียส่วนใหญ่เป็นมังสวิรัติ ดังนั้นอาหารมังสวิรัติของอินเดียจึงมีชื่อเสียงไม่แพ้อาหารจานที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ อาหารมังสวิรัติของอินเดียหากินง่ายและราคาถูก ที่สำคัญคือเลือกบริโภคในร้านที่เห็นว่าสะอาดเท่านั้น
 

น้ำ
น้ำดื่มในอินเดียนั้นจะเป็นน้ำกรองด้วยระบบที่ทันสมัยและสะอาด 100% แต่รสชาติของน้ำแต่ละประเทศจะไม่เหมือนกัน ดังนั้นรสชาติน้ำจะแตกต่างจากประเทศไทยบ้าง ส่วนน้ำอาบก็เป็นน้ำประปาอย่างดี ไม่ใช่น้ำบาดาล จึงไม่ต้องห่วงว่าจะแพ้น้ำแต่อย่างใด
 

การคมนาคม
ทางอากาศ ประเทศอินเดียมีสนามบินนานาชาติหลายแห่งในทุกภาคของประเทศ

ทางรถไฟ การรถไฟของอินเดียดำเนินการโดยรัฐบาลเรียกว่า India Railways เป็นเส้นทางเดินรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย และใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ของโลก มีเส้นทางเดินรถไกล 62,000 มีสถานีรถไฟทั้งหมดจำนวน 7,000 สถานี ผู้โดยสารมากถึงวันละ 12 ล้านคน

ทางรถยนต์ กฏจราจรของอินเดียคือ ไปซ้ายมาขวาเหมือนเมืองไทย อินเดียมีระบบขนส่งมวลชนบริการเป็นเส้นทางกระจายเชื่อมโยงทั่วทุกเมือง ในประเทศรถบัสมีประโยชน์มากสำหรับคนอินเดียที่อาศัยอยู่ในภูมิอากาศที่เป็นภูเขาสูงและไม่มีทางรถไฟติดต่อกับเมืองอื่นๆ อินเดียมีประชากรที่ยากจนและมีจำนวนมาก รสบัสซึ่งเป้นพาหนะเพียงอย่างเดีวที่คนอินเดียส่วนใหญ่ของประเทศใช้กัน จึงค่อนข้างแออัดยัดเยียดและไม่สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว

รถเช่า บริการรถเช่าในอินเดียจะให้เช่าพร้อมคนขับด้วย เพราะการขับรถในอินเดียไม่ง่ายนักนอกจากจะต้องรู้จักถนนหนทางแล้วยังต้องคอยระวังคนและสัตว์ที่มักออกมาเพ่นพ่านเกะกะอยู่บนถนนอย่างถูกต้องเสียด้วย และเราจะได้ยินเสียงบีบแตรตลอดเวลาจนเหมือนจะเป็นวัฒนธรรมการขับรถในประเทศ อินเดีย ถึงจะมีรถมากแต่อินเดียมีสถิติของอุบัติเหตุทางรถยนต์น้อยมาก
 

ที่พัก-โรงแรม
โรงแรมที่พักในอินเดียมีหลายระดับให้เลือกตามความต้องการของนักท่องเที่ยว ในเมืองใหญ่มีโรงแรมหรูหราทันสมัยระดับ 5 ดาว บางเมืองที่เคยมีความสำคัญในประวัติศาสตร์มีปราสาทหรือวังเดิมเปิดเป็นที่ พักนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศแบบอินเดียโบราณ จัดการโดยลูกหลานผู้สืบเชื้อสายของอดีตมหาราชาเมืองนั้น โรงแรมที่พักหลายแห่งเป็นสาขาของโรงแรมที่มีกิจการทั่วโลก ราคาค่าโรงแรมในอินเดียค่อนข้างสูง

การสื่อสาร
ไปรษณีย์ สำนักงานไปรษณีย์อินเดียเปิดทำการตั้งแต่ 9.30-17.30 น แต่ในเมืองเล็กเปิดเวลา 15.30 น. เนื่องจากมีคนใช้บริการที่ไปรษณีย์จำนวนมากและช้ามากจึงควรเผื่อเวลาและทำใจไว้ด้วยว่าจะต้องเสียเวลาที่ไปรษณีย์มาก การรีบไปไปรษณีย์แต่เช้า เพื่อหลีกเลี่ยงผุ้คนแออัดก็ไม่ได้ผลเพราะเจ้าหน้าที่มักมาทำงานสาย  บริการไปรษณีย์ของอินเดียเชื่อถือได้จดหมายไปต่างประเทศใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ นอกจากไปรษณีย์ปกติแล้วยังมีบริการไปรษณีย์ด่วนเรียกว่า Speed Post สำหรับบริการในประเทศ (รวมทั้งประเทศใกล้เคียง) ส่งถึงผู้รับภายใน 24 ชั่วโมง หรือจะใช้บริการส่งด่วนของเอกชนที่มีอยู่หลายบริษัทก็ได้ การส่งพัสดุหรือสิ่งของบรรจุหีบห่อจะต้องนำของไปให้ศุลกากรตรวจก่อนส่งทาง ไปรษณีย์

โทรศัพท์ การใช้โทรศัพท์ระหว่างประเทศสะดวกได้มาตราฐานสากล  โทรศัพท์มือถือที่นำไปจากประเทศไทยใช้ได้ดียกเว้นบางพื้นที่ที่ห่างไกล บางแห่งไม่มีสัญญาณการโทรศัพท์ทางไกลไปต่างประเทศควรจะให้โอเปอเรเตอร์ ในโรงแรมที่พักต่อสายให้ก็ได้ หรือใช้บริการที่ PTO (Post and Telegraph Office) ที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ได้ในเมืองใหญ่สำนักงาน PTO เปิดตลอดเวลา 24 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังมีบริการของเอกชนเปิดให้บริการโดยเก็บเงินตามมิเตอร์ที่บันทึก เวลาการใช้

อินเทอร์เน็ต อินเดียมีความก้าวหน้าเรื่องคอมพิวเตอร์มาก การใช้อินเทอร์เน็ตในอินเดียจึงสะดวก ในเมืองใหญ่ๆ จะพบอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เปิดให้บริการอยู่ทั่วไป ในโรงแรมบางแห่งก็มีบริการอินเตอร์เน็ต
  

สถานที่ท่องเที่ยว
อินเดียเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมีพระราชวังโบราณ โบสถ์วิหาร ศาสนสถานต่างๆ ที่มีอายุนับร้อยนับพันปีขึ้นไปกระจายอยู่ทั่วประเทศ นอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แล้วอินเดียยังมีภูมิประเทศหลากหลาย เช่น เทือกเขาหิมาลัยและยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ที่นักปืนเขาใฝ่ฝันที่จะได้เป็นผู้พิชิต อินเดียตั้งอยู่ติดกับมหาสมุทรอินเดียที่กว้างใหญ่ไพศาล มีแม่น้ำสำคัญ ที่มีชื่อเสียง เช่น แม่น้ำคงคา และแม่น้ำยมุนา ในด้านศิลปะดนตรีและการแสดงอินเดียมีชื่อเสียงในเรื่องนาฏลีลา และดุริยางคศิลป์ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของราชสำนักที่เคยยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองในอดีตในด้านสถาปัตยกรรมวิหารโบราณพระราชวัง และป้อมปราการได้รับการยกย่องว่างามเป็นเลิศ เหล่านี้เป็นเสน่ห์ของอินเดียที่จูงใจให้นักท่องเที่ยวมาเยือนเพิ่มขึ้นทุกปี
 

อินเดียตอนเหนือ
อินเดียตอนเหนือเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสายมหาราชา บ้านเมืองสวยงาม ถนนหนทางสะดวกสบาย หลายเมืองเคยเป็นราชธานีของอินเดียในอดีตเมืองสำคัญคือ กรุงนิวเดลี อัคระ และชัยปุระ หากลากเส้นตรงจากกรุงเดลีไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ก็จะถึงเมืองอัคระ ส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะพบเมืองชัยปุระ รูปสามเหลี่ยมที่มีกรุงเดลีอยู่บนยอดนี้ได้รับการขนานนามว่าสามเหลี่ยมทองคำ (Golden Triangle) เป็นบริเวณที่มีปราสาท วังโบราณ ป้อมปราการ และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เป็นหัวใจของการท่องเที่ยวอินเดีย
 
กรุงนิวเดลี (New Delhi)
กรุงนิวเดลี มีฉายาว่า นคร 7 ราชธานี เพราะกรุงนิวเดลีได้เป้นเมืองหลวงของอินเดียมาถึง 7 ครั้ง 7 หน กรุงนิวเดลีเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจปกครองของอินเดีย ตลอดเวลานานกว่า 3,000 ปี ของประวัติศาสตร์ มีทั้งยุครุ่งเรืองและยุคเสื่อม ไม่มีเมืองใดที่มีโบราณสถานและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากเท่า กรุงเดลีจึงเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวนครหลวงเก่าแก่ของอินเดียและของโลกแห่งนี้มีประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่สั่งสมกันมานานจากผู้ครองนครที่มีทั้ง สุลต่าน มุสลิม กษัตริย์ฮินดู และจักรพรรดิโมกุล  หลังจากอินเดียตกอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ อังกฤษได้สร้างเดลีใหม่ (New Delhi) ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการปกครองในปัจจุบันกรุงนิวเดลีจึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เดลีเก่าและเดลีใหม่
 
เดลีใหม่ คือส่วนที่อังกฤษสร้างขึ้นเป็นที่ตั้งรัฐสภาและสถานที่ทำการของรัฐบาล เป็นเมืองสมัยใหม่ที่ก่อสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 20 เดลีใหม่เป็นเมืองทันสมัยที่โอ่อ่า งดงามด้วยสถาปัตยกรรมของยุคอาณานิคม มีถนนสายใหญ่กว้างขวาง ปลูกต้นไม้ประดับอย่างสวยงาม ผังเมืองและอาคารต่างๆ ล้วนใหญ่โตสมฐานะการเป็นเมืองเอกเมืองหนึ่งของประเทศในเครือจักรภพ เดลีใหม่มี “ประตูอินเดีย” (Indian Gate) ที่สร้างขึ้นเลียนแบบประตูชัยของปารีส เพื่อเป็นที่รำลึกถึงทหารอินเดียที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในส่วนที่เป็นเดลีเก่าแก่สมกับอายุยาวนานหลายศตวรรษของราชธานี

เดลีเก่า ประกอบด้วยถนนที่เล็กแคบและวกวน ตลาดกลางแจ้ง โบสถ์และสุเหร่า จุดเด่นที่น่าสนใจภายในย่านเดลีเก่าคือ หอสูงกุตุป มีนาร์ พระราชวังหลวง (Red Fort) และมัสยิด จามาซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมในช่วงกลางของศตวรรษที่ 17 ยุคที่จักรวรรดิโมกุลเรืองอำนาจ
 
กุตุปมีนาร์ (Qubt Minar) หรือ Tower of Victory ราชกัจ (Raj Gat)
เป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในย่านเดลีเก่า “ราชกัจ” เป็นอนุสรณ์สถานที่พักสุดท้ายอันสงบร่มเย็นของท่านมหาตมะคานธี เรียกว่า Smadhi of Mahatama Gandhi บริเวณที่ฝังศพของท่านมหาตมะ เป็นสนามหญ้ารูปสี่เหลี่ยมแวดล้อมด้วยเนินดินสูงทั้งสี่ด้าน มีทางเดินขึ้นเป็นเนินที่ค่อยๆ ลาดสูงขึ้นไป ข้างบนเป็นทางเดินรอบๆ มองลงมาเห็นที่ฝังอังคารของท่านมหาตมะ เป็นแท่นหินแกรนิตสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลาง มีทางเข้าไปยังแท่นบูชาสี่ด้าน อยู่ระหว่างทางเดินขึ้นเนิน เมื่อเข้าไปในบริเวณนี้ทุกคนจะต้องถอดรองเท้าก่อนที่จะเดินเข้าไปคารวะท่านมหาตมะคานธี  บนแท่นหินสีดำที่ข้างล่างบรรจุอังคารของท่านมหาตมะคานธีอยู่นั้นจุดประทีปบูชาไว้ตลอดเวลา 1 ดวง บนแท่นหินโรยกลีบดอกไม้หลากสีเป็นมาลาบูชาท่านมหาตมะคานธี

นอกจากสถานที่สำคัญเหล่านี้แล้ว กรุงเดลียังเป็นแหล่งรวมศิลปะดนตรีและการแสดงแขนงต่างๆ ของอินเดียกับทั้งเป็นที่รวมของภัตตาคารอาหารอร่อยนานาชนิด ทั้งอาหารพื้นเมืองอินเดียและอาหารต่างชาติด้วย
หอนี้เป็นสัญลักษณ์ของกรุงเดลี หอสูงกุตุป มีนาร์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1193 โดยสุลต่านองค์แรกของอินเดีย ทรงสร้างขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะของชาวมุสลิมบนแผ่นดินอินเดียสุลต่านองค์นี้

อัคระ และ ทัชมาฮาล (Agra and Taj Mahal)
เมืองอัคระหรือ อักรา (Agra) อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเดลี อัคระคือนครแห่งความรัก ที่ตั้งทัชมาฮาลอนุสรณ์แห่งความรักที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ได้รับการยกย่องจากองค์การสหประชาชาติให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม ทัชมาฮาลเป็นสุสานหินอ่อนสีขาวที่ฝังพระศพพระนางมุมตัส มาฮาล มเหสีของพระเจ้าชาห์ จาฮาน ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ.1631 ขณะมีพระประสูติกาลพระราชธิดาองค์ที่ 14 ระหว่างตามเสด็จพระเจ้าชาห์ จาฮานไปสนามรบ พระเจ้าชาห์จาฮาน ทรงสร้างทัชมาฮาลพระราชวังหินอ่อนสีขาวขึ้นบนริมฝั่งแม่น้ำยมุนา เพื่อเป็นที่ฝังพระศพนางอันเป็นที่รักที่สุด โดยใช้เวลาในการก่อสร้างทัชมาฮาลนานถึง 17 ปี โดยเริ่มลงมือก่อสร้างในปี ค.ศ.1631 ใช้เงินเป็นจำนวนมหาศาลถึง 5 ล้านรูปี ใช้คนงานก่อสร้างฝ่ายต่างๆ ช่างไม้ ช่างแกะสลัก และวิศกรมากถึง 22,000 คน แต่การตกแต่งสถานที่มาเสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ.1653 โดยรวมเวลาที่ใช้ก่อสร้างและตกแต่งทัชมาฮาลจนแล้วเสร็จเป็นเวลานานถึง 22 ปีเต็ม โดยมีสถาปนิกผู้ดูแลการก่อสร้างสร้างชื่อ Ustad Ahmad Lahori พระเจ้าชาห์ จาฮาน ทรงทุ่มเททุกอย่างในแผ่นดินอินเดียเพื่อสร้างพระราชวังที่ฝังพระศพของพระ มเหสีให้สวยที่สุดทรงใช้เงินทองเกือบหมดท้องพระคลัง ทรงนำทองคำ เพชร มรกต ทับทิม และอัญมณีอันล้ำค่ามาจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก เช่น จีน พม่า เปอร์เซีย บังคลาเทศ แบกแดด และยุโรปมาตกแต่งทัชมาฮาลสำหรับหินอ่อนจากเมืองมัครานาในแคว้นราชสถาน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งหินอ่อนที่ดีที่สุดในอินเดียมาสร้างในสมัยนั้นการลำเลียงหินอ่อนชิ้นใหญ่ๆ จากเมืองมัครานาที่อยู่ห่างไกลถึง 300 กว่ากิโลเมตร มายังเมืองอัคระไม่ใช่เรื่อง แต่พระเจ้าชาห์ จาฮาน ก็ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ดังพระประสงค์ เพียงเพื่อสร้างที่ฝังพระศพของพระมเหสีให้สวยงามที่สุดสมกับความรักที่พระองค์มีต่อนางเท่านั้น ทัชมาฮาลประดับด้วยเพชรนิลจินดามูลค่ามหาศาล ที่ฝังพระศพพระนางมุมตัสนี้ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมชั้นยอดและตกแต่ง ประดับประดาด้วยศิลปะชั้นเยี่ยมเท่านั้น หากแต่เป็นอนุสรณ์สถานที่ สร้างขึ้นด้วยอนุภาพของความรักอันเป็นความรักอันยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา

ปัจจุบันนี้ทัชมาฮาลคือ สัญลักษณ์ของประเทศอินเดีย ได้รับความยกย่องว่าเป็นไข่มุกแห่งอัคระ เป็นหนึ่งในบรรดาสถาปัตยกรรมที่สวยที่สุดในโลก และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทัชมาฮาลตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยมุนา อยู่ห่างจากป้อมปราการอัคระหรือป้อมแดงไปทางใต้ประมาณ 1.5 กิโลเมตร พระราชวังหินอ่อนสีขาวซึ่งเป็นสุสานที่ฝังพระศพพระนางมุมตัสนี้สูง 74.21 เมตร ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมกุล-เปอร์เซีย ที่ใช้หินอ่อนแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ กับทั้งฝังอัญมณีมีค่าเป็นลวดลายเครือเถาตรงกลางมีโดมหินอ่อนสีขาวขนาดใหญ่ เป็นโดมประธานของทัชมาฮาล เป็นที่ตั้งโลงศพจำลองทำด้วยหินอ่อนแกะลายเป็นช่อดอกไม้ฝังหินสีและอัญมณี ตามกลีบดอกไม้และช่อใบโลงใหญ่เป็นของพระเจ้าชาห์ จาฮาน ส่วนโลงขนาดเล็กกว่าเป็นของพระนางมุมตัส โลงหินอ่อนทั้งสองนี้วางอยู่เคียงกันกลางห้อง ล้อมรอบด้วยลับแลหินอ่อนฉลุลายเป็นฉากกั้นรอบด้านเป็นรูปแปดเหลี่ยมหินอ่อน ฉลุลายเป็นหินอ่อนทั้งแผ่นแกะสลักเป็นลวดลายละเอียดเหมือนลายลูกไม้สวยงาม สุดพรรณนา จนไม่น่าเชื่อว่าผลงานศิลปะที่รังสรรค์ด้วยฝีมือมนุษย์  เมื่อสร้างทัชมาฮาลสำเร็จแล้ว พระเจ้าชาห์ จาฮาน ทรงดำริและเตรียมการที่จะสร้างอนุสรณ์สถานของพระองค์บ้าง โดยจะสร้างด้วยหินอ่อนสีดำ ตั้งเคียงคู่กับทัชมาฮาล แต่ถูกโอรสชื่อว่า ออรังเซบ ชิงยึดอำนาจการปกครอง แล้วจับไปขังไว้ พระเจ้าชาห์ จาฮาน ได้ร้องขอต่อพระโอรสว่าขอให้กักขังพระองค์ไว้ในที่ซึ่งจะมองเห็นทัชมาฮาลได้ตลอดเวลา พระเจ้าออรังเซบ ทำตามพระประสงค์โดยกักบริเวณพระบิดาไว้ที่ป้อมแดง หรือป้อมปราการอัคระ (Agra Fort) คืออาณาจักรที่พระเจ้าอัคบาร์มหาราชทรงสร้างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของวังหลวง ซึ่งที่มีกษัตริย์ราชวงค์โมกุลใช้เป็นราชวังสืบต่อมาถึง 3 รัชกาลด้วยกัน คือ พระเจ้าอัคบาร์มหาราช พระเจ้าจาฮานกรี และพระเจ้าชาห์ จาฮาน เหตุที่เรียกว่าป้อมแดง เพราะป้อมนี้สร้างด้วยหินทรายสีแดงหินธรรมชาติที่มีอยู่มากในอินเดีย  ในเขตพระราชวังประกอบด้วยตำหนักต่างๆ อันเป็นที่ประทับของสมาชิกในพระราชวงค์ นอกจากท้องพระโรงและมัสยิดส่วนพระองค์แล้วยังมีบาชาร์หรือตลาดให้ข้าราชบริพารได้ใช้เป็นที่พบปะและจับจ่ายซื้อของในส่วนที่อยู่ของมเหสีและนางสนม มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น สวนดอกไม้ บ่อน้ำหินอ่อนไว้ลอยกลีบกุหลาบเพื่ออบร่ำกลิ่นหอมในตำหนัก น้ำพุที่ใช้แรงคนปั้มน้ำให้พุ่งขึ้นเพื่อความสำราญของเหล่านางในตำหนักซึ่งเป็นที่ประทับในช่วงสุดท้ายของพระเจ้าชาห์ จาฮาน หอคอยรูปแปดเหลี่ยมชื่อว่า Musamman Burj สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยการแกะสลักและฝังทองคำกับอัญมณี หลากสีลงบนลวดลายจากหอคอยนี้จะมองเห็นทัชมาฮาลที่อยู่ไกลออกไปทางทิศใต้ พระเจ้าชาห์ จาฮาน ใช้เวลา 8 ปีอยู่บนหอคอยนี้ เหม่อมองดูทัชมาฮาลสุสานของนางอันเป็นที่รักจนวาระสุดท้ายของชีวิต นอกจากทัชมาฮาลแล้ว อัคระยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่งที่น่าไปชมคือ Fatehpur Sikri ซึ่งพระเจ้าอัคบาร์ทรงสร้างขึ้นด้วยประสงค์ที่จะให้เป็นเมืองหลวงใหม่แต่เพราะความแห้งแล้งกันดารน้ำเมืองจึงถูกทอดทิ้งให้กลายเป็นเมืองร้างหลังจาก ก่อสร้างเสร็จได้ไม่กี่ปี เมืองโบราณเก่าแก่นี้ยังอยู่ในสภาพสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมโมกุล-เปอร์เซีย
 

อินเดียตะวันตก
เป็นที่ตั้งรัฐราชสถาน ดินแดนของมหาราชาและทะเลทรายของอินเดีย แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญคือเมืองชัยปุระ ราชธานีที่เคยรุ่งเรืองในอดีตของพวกราชปุ

ชัยปุระ (Jaipur)
ชัยปุระหรือนครแห่งชัยชนะ เป็นเมืองหลวงของรัฐราชสถาน คนอินเดียเรียกเมืองนี้ว่า ไจปูร์ หรือไจเปอร์ ท่านมหาราชา ไสว ชัย สิงห์ ที่ 2 (Sawei Jai Singh II) เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ.1728 เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ออกแบบวางผังเมืองได้สวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงคือ พระราชวังแอมเบอร์ ซึ่งเป็นป้อมปราการด้วยจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Amber Fort กับพระราชวังสายลม ชัยปุระเป็นเมืองหลวงของรัฐราชสถานได้ชื่อว่า นครสีชมพู (Pink city) เพราะในสมัยที่มหาราชา ราม สิงห์ เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองชัยปุระเวลานั้น อินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ในปีค.ศ.1853 เจ้าชายมกุฏราชกุมารของอังกฤษเสด็จประพาสเมืองชัยปุระมหาราชา รามสิงห์ สั่งให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองทาสีบ้านเรือนด้วยสีชมพู (อมส้ม)ทั้งเมืองเพื่อถวายการต้อนรับชัยปุระจึงได้ชื่อว่านครสีชมพูตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

คุชราต (Gujarat)
รัฐนี้อยู่ทางตอนเหนือของมุมไบ เป็นบ้านเกิดของมหาตมะ คานธี มีชื่อเสียงในเรื่องผ้าไหม เมืองอาเมห์ดาบาด (Ahmedabad) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของรัฐนี้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสิ่งทอของอินเดียบ้านเกิดคานธีอยู่ที่หมู่บ้านชาวประมงชื่อ Porbandar
 

อินเดียตอนกลาง
เป็นดินแดนศักดิ์สิทธ์ของชาวฮินดู ที่ตั้งเมืองพาราณสีและแม่น้ำคงคา ซึ่งเป็นเสมือนจิตวิญญาณของอินเดีย จนมีคำกล่าวว่าหากมาอินเดียแล้วไม่ได้มาเห็นเมืองพาราณสีและชีวิตชาวอินเดีย ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ก็เหมือนกับไม่ได้มาพบถิ่นอินเดียเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอินเดียตอนกลางคือ พาราณสี สารนาถ และขชุราโห

พาราณสี (Varanasi)
เมืองพาราณสีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงเดลี เมืองสำคัญนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวอินเดีย เชื่อว่าไหลมาจากสวรรค์ (ภูเขาหิมาลัย) พาราณสีเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดูเมืองเก่าแก่ที่มีถนนรอบเมืองวกวนไปมาตามโบสถ์และที่บวงสรวงบูชาพระเป็นเจ้าของศาสนาฮินดูที่ตั้งอยู่เป็นระยะๆ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ในยามเช้าตรู่จะเห็นชาวฮินดูทุกเพศทุกวัยมีทั้งชาวบ้านผู้แสวงบุญแลผู้สละ โลกละทิ้งเคหสถานที่เรียกกันว่า “สัญวาสี” (Sannyasi) ออกมานั่งสวดมนต์ยามอาทิตย์อุทัย บ้างก็อาบน้ำชำระร่างกายเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ บ้างก็อาบน้ำชำระบาป บ้างก็มาสวดมนต์อ้อนวอนขอพรพระแม่คงคา ทุกเช้าจะมีพ่อแม่ชาวฮินดูอุ้มเด็กทารกแรกเกิดมาจุ่มในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในขณะที่ใกล้ๆ กันนั้น ญาติมิตรช่วยกันเอาศพคนตายมาลอยในแม่น้ำคงคาตามความเชื่อว่าเป็นการส่งผู้ตายขึ้นสวรรค์ประมาณว่าทุกเช้าจะมีชาวฮินดูจากทุกสารทิศในอินเดียมาอยู่ที่ริมแม่น้ำคงคาในเมืองพาราณสีนับพันนับหมื่นคนจนเต็มฝั่งแม่น้ำ ภาพชีวิตของชาวอินเดียส่วนที่หยุดกาลเวลาไว้กับที่เป็นเวทีชีวิตแห่งเดียวในโลกที่นักท่องเที่ยวจะได้รับความประทับใจจนไม่มีวันลืมเลย
 
สารนาถ (Saranath)
สารนาถเป็นเมืองบริวารของพาราณสี อยู่ห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร เมืองสารนาถเป็นเมืองสำคัญของศาสนาพุทธ เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประธานปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ที่บริเวนสวนกวางหรือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สารนาถเป็น 1 ในสังเวชนีย์สถาน 4 แห่งขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นจุดหมายปลายทางของชาวพุทธที่มาเที่ยวอินเดียในเส้นทางสายธรรมยาตรา เพื่อตามรอยพระพุทธองค์ ปัจจุบันมีพุทธบริษัทจากไทย จีน ญี่ปุ่น และบางประเทศในเอเชียอาคเนย์ไปเยือนกันมาก ศาสนสถานในสารนาถถูกทำลายไปเกือบหมดในสมัยที่สุลต่านแห่งเดลีครองอินเดีย เมื่อปีค.ศ.1194 แต่ซากโบราณสถานที่เหลืออยู่ได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดี อนุสรณ์สถานที่สำคัญในสารนาถนอกจากพระสถูปเจดีย์สำคัญๆ ที่มีอยู่หลายองค์ แล้ว ยังมีบางส่วนของ“จารึกอโศก" (Ashoka’s Pillar) ซึ่งในอดีตเป็นเสาสูง 15 เมตรอายุมากกว่า 2,000 ปีหลงเหลืออยู่ พิพิธภัณฑ์ที่สารนาถเป็นที่เก็บรักษาหัวสิงห์ (Lion-Capital) ที่เคยอยู่บนยอดของเสาจารึกอโศก ปัจจุบันสิงโตเป็นสัตว์ที่อยู่ในตราแผ่นดิน ซึ่งเริ่มใช้ในอินเดียมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 ซึ่งเป็นปีที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ ตราแผ่นดินอินเดียประกอบด้วยสิงโต 4 ตัวหันหลังชนกัน หันหน้าเผชิญกับทิศทั้งสี่ สิงโตยืนอยู่บนฐานที่มีสัตว์อื่นๆ เช่น ช้าง ม้า วัว และสิงโตตัวเล็ก เป็นบริวารด้านหน้าเป็นตราพระธรรมจักร ในอินเดียสิงโตเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความลำพอง (Power and Pride) ผนังด้านหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เป็นที่ตั้ง “ธรรมจักร” (Wheel of Law) ตรงกลางประดิษฐานภาพพระพุทธองค์ปางสมาธิ
 

อินเดียตะวันออก
คือถิ่นกำเนิดของศาสนาพุทธ เมืองสำคัญในภูมิภาคนี้คือ กัลกัตตา พุทธคยา ดาร์จีลิง แหล่งปลูกชา และสิกขิม

พุทธคยา (Bodh Gaya)
พุทธคยาอยู่ที่เมืองปัฏนา เมืองหลวงของรัฐพิหาร เป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 1 ในสังเวชนียสถาน 4 แห่งของพระบรมศาสดาแห่งศาสนาพุทธ (สถานที่ประสูติอยู่ที่ลุมพินีในเนปาลสถาน สถานที่ปฐมเทศนาอยู่ที่สารนาถในอินเดีย สถานที่ตรัสรู้อยู่ที่พุทธคยาในอินเดีย และสถานที่เสด็จปรินิพพานคือเมืองกุสินารา) วิหารมหาโพธิ์ (Mahabodhi Temple) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 6 อยู่ที่เมืองคยา (Gaya) ทางใต้ของเมืองปัฏนา สัญลักษณ์ของพุทธคยาคือต้นศรีมหาโพธิ์  ที่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่หลังองค์เจดีย์ต้นโพธิ์ต้นนี้สืบสายมาจากต้นโพธิ์ที่ พระพุทธเจ้าประทับนั้งตรัสรู้ เป็นต้นโพธิ์ที่มีอายุยืนยาวนานมากถึง 2,500 ปี ใกล้กันนั้นมีรอยพระพุทธบาทในพิพิธภัณฑ์ที่พุทธคยามีพระพุทธรูปแกรนิตที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 9
 
สิกขิม (Sikkim)
เมืองหลวงของรัฐนี้ชื่อ กังต็อก (Gangtok) ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,768 เมตร เป็นดินแดนพุทธศาสนาที่ประชากรประกอบด้วยชาวเนปาลชาวเลปชา (Lepchas) และชาวภูฐานที่มาจากทิเบต
 

อินเดียตอนใต้
ภูมิภาคนี้ของอินเดียเป็นถิ่นโบราณคดี ซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของอินเดีย
 
บังคาลอร์ (Bangalore)
บังคาลอร์เป็นเมืองทันสมัย ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของรัฐกรณาฏกะ (Karnataka) ซึ่งเป็นทางเข้าไปสู่ดินแดนตะวันตกของประเทศบังคาลอร์ตั้งอยู่ที่ความสูง เหนือระดับน้ำทะเล 930 เมตร
ในยุคนั้นเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ บังคาลอร์มีชื่อเสียงในฐานะเป็นเมืองตากอากาศของพวก British Raj และเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนฤดูร้อนของพวกมัทราส ตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1970 บังคาลอร์กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องไฟฟ้าอุปกรณ์การบิน และเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยให้เศรษฐกิจของอินเดียเฟื่องฟูขึ้นเป็นลำดับถนนสายบังคาลอร์ – ไมเซอร์ เป็นเส้นทางสายสวยของอินเดียตอนใต้ ถนนสายนี้ผ่านแม่น้ำโคธาวารี (Cauvery River) ผ่านสวนมะม่วง ไร่อ้อย ทุ่งนา และหน้าผาหินแกรนิตที่เป็นฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่สร้างนวนิยาย เรื่อง Passage to India
 

การเดินทางออกนอกประเทศ
ผู้เดินทางออกนอกประเทศสามารถนำสินค้าหรือสิ่งของทุกชนิดออกไปได้ ยกเว้นของเก่าหรือวัตถุโบราณที่มีอายุเกินกว่า 99 ปี เมื่อซื้อของที่ทำขึ้นเพื่อเลียนแบบวัตถุโบราณ  ควรของใบเสร็จจากร้านค้ามาด้วยทุกครั้ง จะได้ไม่มีปัญหากับเจ้าหน้าที่สินค้า ที่ทำด้วยหนังสัตว์ เช่น หนังเสือหรือหนังงูก็ห้ามนำออกแต่อนุโลมให้นำหนังวัวชิ้นเล็กๆ และหางนกยูงปริมาณไม่มากนักออกไปได้







ชั่วโมงธุรกิจ
•        ธนาคารเปิดทำการ (การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) จันทร์-ศุกร์ เวลา 10.30-14.30 น. วันเสาร์ เปิดทำการ
         เวลา 10.30-12.30 น
•        ร้านค้าทั่วไปเปิดขายของสัปดาห์ละ 6 วัน ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น
•        ไปรษณีย์เปิดเวลา 9.30-17.30 น. ในเมืองเล็กๆ ไปรษณีย์เปิดถึงเวลา 15.30 น
•        พิพิธภัณฑ์เปิดเวลา 9.30-17.00 น. แต่จะเปิดสัปดาห์ละ 1 วัน ควรตรวจสอบกับสำนักงานท่องเที่ยวในท้องถิ่นนั้น
 

ช้อปปิ้งในอินเดีย     
สินค้าอินเดียมีหลากหลายและราคาถูกเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเอเชียด้วยกัน สินค้าหัตถกรรมของอินเดียมีชื่อเสียงมาก เช่น เสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้าฝ้ายผ้าไหม พรม (พรมทอมือของศรีนครได้รับการยอมรับว่าสวยงามที่สุดในโลก) เครื่องหอม อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องทองเหลือง

วันหยุดราชการของอินเดีย
1   มกราคม              วันปีใหม่
26 มกราคม              วันชาติอินเดีย
15 สิงหาคม              วันประกาศเอกราช
2   ตุลาคม               วันคล้ายวันเกิดมหาตมะคานธี
25 ธันวาคม              วันคริสต์มาส
 

ทำไมถึงเลือกไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดีย
อินเดียเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน ถึงแม้ว่าจะมีความเจริญทางด้านวัตถุน้อยแต่ทางด้านการศึกษานั้นมีการพัฒนาระบบการศึกษาเป็นอันดับ 3 ของโลก เราจะเห็นได้จากอินเดียเปิดประเทศได้เพียง 3 ปี ก็สามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำทางด้าน IT ของภูมิภาคเอเชียได้แล้ว
 

ความปลอดภัย
สังคมที่มีวัฒนธรรมอันดีงามดังที่กล่าวมาแล้ว อินเดียเป็นสังคมแบบ Joint Family ทั้งยังเป็นสังคมที่ปลอดภัยและเป็นมิตร เหมาะสำหรับนักศึกษาที่ต้องการไปศึกษาต่อและท่องเที่ยวในประเทศที่ใช้ภาษา อังกฤษเป็นหลัก และสิ่งแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูงผู้คนที่เปิดเผยและเป็นมิตร
 

ใช้ภาษาอังกฤษ
นักเรียนและนักศึกษาต่างชาติจำนวนมากที่เลือกไปศึกษาต่อในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนานาชาติเนื่องจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนานาชาติและสถาบันทุก แห่งมีมาตรฐานระดับโลกและควบคุมโดยกระทรวงศึกษาของประเทศอินเดีย นักเรียนและนักศึกษาสามารถฝึกฝนการใช้ภาษาอังกฤษได้ตลอดเวลาขณะที่ศึกษาอยู่ เนื่องจากร้อยละ 92 ของประชากรใช้ภาษาอังกฤษได้

เรียนอินเดีย,ศึกษาต่ออินเดีย,เรียน อินเดีย,อินเดีย,ศึกษาอินเดีย,เรียนต่ออินเดีย,เรียนต่างประเทศ,ศึกษาต่อต่างประเทศ,โรงเรียนในอินเดีย,DPS SCHOOL,Delhi Public School,Panipat,sonepat,harvest,acharya,bangalore,delhi,darjeeling,Himalayan,campion,NIET,เรียนภาษา,เรียนภาษาอังกฤษ,ไปอินเดีย,gotobangalore,Tajmahal,India,goto bangalore,ไลลา,treamis,treamis world school,mussoorie,narang,อินเดีย,ไปอินเดีย,เรียนต่ออินเดีย,แนะแนวศึกษาต่ออินเดีย,แบงกาลอ,NIET,JIE,jie center,pairianindia,ไปอินเดีย,ไปเรียนอินเดีย,กู๊ดดี้,goodie,kimberley,chandigarh,chitkara,step by step

Copyright by jiecenter.com
111 ถ.จรัญสนิทวงศ์ ซ.12 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600
Tel: 02-4127888 , 086-7677487
Engine by MAKEWEBEASY