ระบบการศึกษาของประเทศอินเดีย

    อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ดังนั้นการเปิดและปิดภาคเรียนจองแต่

ละภาคจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแถบนั้นแต่โดยส่วนใหญ่จะเปิด

รับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์- กรกฎาคม หรือ เดือนตุลาคม- มกราคม ของทุก

ปี อินเดียเป็นประเทศที่มีการพัฒนาระบบการศึกษาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

โดยระบบการศึกษาของประเทศอินเดียแบ่งเป็นระบบดังนี้

    โดยในประเทศอินเดียจะมีระบบการเรียนแบบอังกฤษ ซึ่งในระดับประถม – มัธยมจะแบ่ง
 เป็น 2 ระบบคือ โรงเรียนระบบ CBSE และ ICSE ซึ่งความแตกต่างของ 2 ระบบ หนังสือ
 เรียนจะไม่เหมือนกันแต่เนื้อหาจะไปในทางเดียวกัน เนื่องจากทั้ง 2 ระบบ ขึ้นกับกระทรวง
 ศึกษาธิการของอินเดียเหมือนกัน แต่ที่แบ่งเป็น 2ระบบเนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่
 และมีประชากรมากหากมีหน่วยงานที่ดูแลเพียงหน่วยงานเดียวจะไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง
 จึงแบ่งกองกรรมมาธิการศึกษาเป็น 2 กอง โดยแบ่งกองกรรมมาธิการศึกษาที่ 1 ดูแลโรง
 เรียนระบบ CBSE และกองกรรมมาธิการศึกษาที่ 2 ดูแลโรงเรียนระบบ ICSE และกอง
 กรรมมาธิการศึกษาทั้งสองอยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการอินเดีย
 อีกทีหนึ่งโดยทั้ง 2 ระบบนี้ เมื่อเด็กเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ 1-6 จนจบก็จะได้รับอนุญาติ
 ให้เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Secondary School) คือมัธยมศึกษาปีที่ 1-4
Class 7 Class 10) และในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) เด็กจะต้องสอบข้อสอบ
 จากกระทรวงศึกษา(Board Exam) ซึ่งการสอบ Board Exam จะถือเป็นเรื่องยากสำหรับ
 เด็กๆทุกคนเนื่องจากข้อสอบจะออกโดยคณาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิของกระทรวงศึกษาและ
 ผลการสอบ Board Examนี้จะเป็นตัววัดผลด้วยว่าในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย(Senior
 Secondary School) เด็กจะสามารถเลือกเรียนสายได้และในระดับมัธยมศึกษา้ปีที่ 4
 (Class 10) เด็กจะมีสิทธิ์ในการเลือกเรียนวิชาต่างๆ ได้โดยมีวิชาบังคับคือ ภาษาอังกฤษ
 ไวยากรณ์และวรรณกรรมอังกฤษ และเมื่อขึ้นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 5-6 (class 11
 - class 12)เด็กจะต้องนำผลการสอบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาวัดผลเมื่อเลือกสายวิชาที่จะเรียน หากได้คะแนน 80% ขึ้นไปจะเลือกได้ทั้งสายวิทยาศาสตร์ ,วิทย์-คณิต และสายศิลป์ หากได้คะแนน
 65-79 % สามารถเลือกได้ทั้งสาย วิทย์-คณิต และสายศิลป์ หากได้คะแนน 40-64 % สามารถเลือกสายศิลป์ได้ หากเด็กจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) จากประเทศไทยและต้องการศึกษาต่อ
 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 (Class 11) ทางโรงเรียนจะดูผลการศึกษาจากมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Class 10) และพิจารณาว่าเด็กจะสามารถเข้าศึกษาต่อในสายวิชาใดได้บ้าง โรงเรียนที่ขึ้นกับกองกรรม
 มาธิการศึกษาอินเดียทั้ง 2 ระบบนั้นได้รับการรับรองวิทยฐานะจากกระทรวงศึกษาธิการไทยทุกโรงเรียนเมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 (Class 12) จากอินเดียแล้วสามารถนำใบสุทธิ(Transcript
)
 ไปขอเทียบวิทยฐานะได้ทกระทรวงศึกษาธิการ ทางกระทรวงศึกษาธิการจะเทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 ของประเทศไทยให้เลยและสามารถนำไปเทียบวิทยฐานะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย
 ทุกแห่งในประเทศไทยและหากต้องการไปศึกษาต่อในประเทศอื่นเช่น อเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย ฯลฯ ก็สามารถนำไปเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีได้เลย หรือหากต้องการศึกษาในประเทศอิน
 เดียก็สามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้เช่นกัน และในระดับปริญญาตรี, ปริญญาโท และปริญญาเอกนั้นประเทศอินเดียมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่มีมาตราฐานระดับโลกมากมาย โดยแต่ละ
 รัฐจะมีมหาวิทยาลัยประจำรัฐอยู่ทุกรัฐและจะมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ ที่ขึ้นตรงกับมหาวิทยาลัยประจำรัฐอีกมากมาย และมหาวิทยาลัยประจำรัฐเหล่านี้ก็จะขึ้นกับทบวงมหาวิทยาลัยของอินเดีย
 อีกที ระดับปริญญาตรีใช้เวลาศึกษา 3 ปี และระดับปริญญาโทใช้เวลาศึกษา 2 ปี มหาวิทยาลัยเอกชนและมหาวิทยาลัยของรัฐมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมากพอๆกัน และมหาวิทยาลัยจะมีโควต้าให้
 กับตัวแทนแทนของตนในประเทศต่างๆ เพื่อรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนดังนั้นการสมัครผ่านตัวแทนที่มีโควต้าอยู่จะสะดวกมากเพราะจะได้รับการตอบรับทันที หากสมัครด้วยตนเองอาจต้องรอ
 การตอบรับนาน 4-6 เดือน และโอกาสที่จะได้เข้าศึกษามีน้อยเพราะมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ มักจะรับนักศึกษาที่สมัครโดยใช้โควต้าของตัวแทนก่อนประเทศอินเดียมีชื่อเสียงในการศึกษา
 คณะบริหารธุรกิจ, คอมพิวเตอร์, วิศวกรรมศาสตร์, สถาปัตยกรรม และแพทยศาสตร์ มากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียและได้รับการรับรองวิทยฐานะโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยทั้งหมด

       


    ระบบต่างประเทศที่อินเดียนำมาใช้
      ประเทศอินเดียยังมีการนำระบบของอังกฤษและสวิสเซอร์แลนด์มาใช้อีกด้วย คือระะบบ IGCSE และ IB Programe ซึ่งในระบบ IGCSE นั้นจะเริ่มสอนตั้งแต่ชั้น ม.3 หรือ Class 9 โดยเมื่อนัก
 เรียนจบ ม.2 หรือ class 8 แล้วหากจะเรียนระบบ IGCSE นักเรียนจะต้องเลือกเรียน 5 วิชา และเมื่อสอบผ่านครบ 5 วิชา ( โดยปกติแล้วนักเรียนจะสอบผ่านได้ภายในใน 2 ปี )เมื่อผ่านแล้วจะได้
 ประกาศณียบัตร O LEVEL ซึ่งเมืองไทยเทียบเท่า ม.6 และสามารถนำกลับมาเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้เลย แต่ถ้าน้องๆประสงค์จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆ น้องๆจะต้อง
 เรียนต่ออีก 5 วิชา ซึ่งเมื่อสอบผ่านอีก 5 วิชาแล้วนั้นน้องๆจะได้ประกาศนียบัตร A LEVEL ซึ่งใช้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้เลย ระบบนี้น้องๆจะประหยัดเวลาได้ 2ปีหากเมื่อจบ O LEVEL
 แล้วน้องๆกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทย IB Programe เป็นระบบสวิสเซอร์แลนด์และระบบนี้น้องๆจะต้องเริ่มเรียนได้เมื่อจบชั้น ม.4 หรือ Class 10 เรียนระบบ IB Programe ต่อ
 ไปอีก2 ปีก็จะเทียบเท่าจบ ม.6 หรือ Class 12 และสามารถนำไปใช้เรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ทั่วโลก

     ช่วงเวลาที่เปิดรับสมัครนักเรียนและนักศึกษา

       อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ดังนั้น การเปิดและปิดภาคเรียนจองแต่ละภาคจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแถบนั้นแต่โดยส่วนใหญ่จะเปิดรับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์- กรกฎาคม หรือ
  เดือนตุลาคม- มกราคม ของทุกปี